วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ทุกขอริยสัจ

             ทุกขอริยสัจ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิต และความโศก ความระทม ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ซึ่งมีแก่จิตใจ และร่างกายเป็นครั้งคราว ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ ความพรัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ ความปราถนาไม่สมหวัง กล่าวโดยย่อก็คือ กายและเนื้อใจนี้เองที่เป็นทุกข์ต่าง ๆ จะพูดว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ต่าง ๆ ดังพุทธดำรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพรัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความ ปราถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ ก็เป็นทุกข์

             พระพุทธดำรัสที่ยกมาข้างต้น เห็นได้ว่า มีทุกข์อยู่ ๑๑ ประการและแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

             ประการที่หนึ่ง สภาวทุกข์ คือทุกข์โดยสภาพ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตายสภาวทุกข์ เป็นสภาพธรรมดาของสัตว์ทั้งป่วง ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีทุกข์ เพราะการเกิดเป็นเหตุ และความตายเป็นเหตุ โดยความเป็นจริงแล้ว เกิด แก่ เจ็บ ตาย มิได้เป็นทุกข์ในตัวของมันเอง เพราะมันเป็นสภาวธรรมแต่ละอย่าง แต่มันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โดยบรรยาย

            ประการที่สอง ปกิณกทุกข์ กล่าวคือ ความทุกข์ที่จรมา ได้แก่ โสกะปริเทวะ (ความพิไรรำพัน) ทุกข์(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ) อุปายาสะ (ความคับแค้นใจ) ความประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความพรัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความปราถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น
        
           วศิน อินทสระ ให้ทรรศนะเกี่ยวกับความทุกข์ไว้ว่า ความทุกข์มีอยู่จริง ชีวิตทุกชีวิตเกิดขึ้นดำรงอยู่ในความทุกข์ แล่นไปบนกองทุกข์ เหมือนรถแล่นไปบนถนน ถนนเปรียบเหมือนความทุกข์ ชีวิตเปรียบเหมือนรถ ล้อรถคือชีวิต หมุนไปบนถนน คือความทุกข์ ในขณะที่ล้อหมุนไปล้อรถก็สึกกร่อนไปทุกขณะ ในที่สุดต้องเสื่อมโทรมสลายไป เหมือนชีวิตถูกไฟคือกิเลส เผาให้ร้อนอยู่เนืองนิตย์ ถูกความแก่ ความเจ็บ ความโศกรำพันกระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก จึงต้องร้อนทั้งภายในทั้งภายนอกสมจริง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอาทิตตปริยายสูตร เมื่อทรงโปรดชฎิลสามพี่น้องและปริวารว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ?อะไรทำให้มันร้อน ? ร้อนเพราะเพลิงกิเลส คือ ราคะบ้างโทสะบ้าง โมหะบ้าง ร้อนเพราะเพลิงทุกข์ คือ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้นบ้าง
ความยึดมั่นถือมั่นใน รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ เป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อก็คือ อุปาทานในขันธ์ ๕ นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจตัณหา อุปาทาน ว่า ประดุจดังคนผู้แบกภาระหนักไว้ ตามปริมาณของการยึดถือยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย ถ้าไม่ยึดถือเลยก็หมดทุกข์ ดังพุทธดำรัสว่า
              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เครื่องถือมั่นภาระ เป็นไฉน ตัณหา นี้ใด นำให้เกิดในภพใหม่ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลินยิ่งในภพ หรือในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า เครื่องถือมั่นภาระ ขันธ์ ๕ ชื่อว่า ภาระแล และผู้แบ่งภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่นภาระ เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก การวางภาระเสียได้เป็นสุข บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้วไม่ถือภาระอื่น ถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิวดับรอบแล้ว

1 ความคิดเห็น:

  1. ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ แต่วขึ้นอยู่ว่าทางออกนั้นจะยอมรับได้หรือเปล่า

    ตอบลบ