วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

อริยสัจ ๔

 อริยสัจ  เป็นคำสอนที่สำคัญอย่างยิ่งในพุทธปรัชญา  พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใดที่พระองค์ยังไม่ทรงรู้แจ้งในอริสัจอย่างแท้จริง พระองค์ยังไม่ปฏิญญาว่า เป็นผู้ตรัสรู้ซัฃึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
      อริยสัจ แปลว่า สัจจะของผู้ประเสริฐ (หรือผู้เจริญ) สัจจะที่ผู้เจริญพึงรู้ สัจจะที่ทำให้ผู้รู้เป็นผู้ประเสริฐ หรือ แปลอย่างรวบรัดว่า สัจจะอย่างประเสริฐ มี อย่าวได้แก่

1.    ความจริงคือทุกข์  
2.    ความจริงคือเหตุให้เกิดทุกข์  
3.    ความจริงคือความดับทุกข์  
4.    ความจริงคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อริยสัจ ประการจะกล่าวโดยการจำแนก จัดเป็น คู่คือ

  • คู่ที่ ทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ คู่นี้เป็นฝ่ายข้างไม่ดี เป็นเหตุผลเรื่องทุกข์
  • คู่ที่ นิโรธเป็นผล มรรคเป็นเหตุ  คู่นี้เป็นฝ่ายข้างดี เป็นเหตุผลเรื่องความดับทุกข์
กิจที่ควรทำในอริยสัจ คือ

1.    ทุกข์  (ความลำบาก ความเดือดร้อน ภาวะที่ถูกบีบคั้นกดดัน) ควรกำหนดรู้
2.    สมุทัย  (เหตุให้เกิดทุกข์) ควรละ
3.    นิโรธ  (ความดับทุกข์) ควรทำให้แจ้ง
4.    มรรค  (หนทางให้ถึงความดับทุกข์) ควรเจริญ คือทำให้เกิดให้มีขึ้น




ทุกขอริยสัจ

             ทุกขอริยสัจ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิต และความโศก ความระทม ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ซึ่งมีแก่จิตใจ และร่างกายเป็นครั้งคราว ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ ความพรัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ ความปราถนาไม่สมหวัง กล่าวโดยย่อก็คือ กายและเนื้อใจนี้เองที่เป็นทุกข์ต่าง ๆ จะพูดว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ต่าง ๆ ดังพุทธดำรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาสก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพรัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความ ปราถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ ก็เป็นทุกข์

             พระพุทธดำรัสที่ยกมาข้างต้น เห็นได้ว่า มีทุกข์อยู่ ๑๑ ประการและแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

             ประการที่หนึ่ง สภาวทุกข์ คือทุกข์โดยสภาพ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตายสภาวทุกข์ เป็นสภาพธรรมดาของสัตว์ทั้งป่วง ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีทุกข์ เพราะการเกิดเป็นเหตุ และความตายเป็นเหตุ โดยความเป็นจริงแล้ว เกิด แก่ เจ็บ ตาย มิได้เป็นทุกข์ในตัวของมันเอง เพราะมันเป็นสภาวธรรมแต่ละอย่าง แต่มันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โดยบรรยาย

            ประการที่สอง ปกิณกทุกข์ กล่าวคือ ความทุกข์ที่จรมา ได้แก่ โสกะปริเทวะ (ความพิไรรำพัน) ทุกข์(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ) อุปายาสะ (ความคับแค้นใจ) ความประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความพรัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความปราถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น
        
           วศิน อินทสระ ให้ทรรศนะเกี่ยวกับความทุกข์ไว้ว่า ความทุกข์มีอยู่จริง ชีวิตทุกชีวิตเกิดขึ้นดำรงอยู่ในความทุกข์ แล่นไปบนกองทุกข์ เหมือนรถแล่นไปบนถนน ถนนเปรียบเหมือนความทุกข์ ชีวิตเปรียบเหมือนรถ ล้อรถคือชีวิต หมุนไปบนถนน คือความทุกข์ ในขณะที่ล้อหมุนไปล้อรถก็สึกกร่อนไปทุกขณะ ในที่สุดต้องเสื่อมโทรมสลายไป เหมือนชีวิตถูกไฟคือกิเลส เผาให้ร้อนอยู่เนืองนิตย์ ถูกความแก่ ความเจ็บ ความโศกรำพันกระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก จึงต้องร้อนทั้งภายในทั้งภายนอกสมจริง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอาทิตตปริยายสูตร เมื่อทรงโปรดชฎิลสามพี่น้องและปริวารว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ?อะไรทำให้มันร้อน ? ร้อนเพราะเพลิงกิเลส คือ ราคะบ้างโทสะบ้าง โมหะบ้าง ร้อนเพราะเพลิงทุกข์ คือ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้นบ้าง
ความยึดมั่นถือมั่นใน รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ เป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อก็คือ อุปาทานในขันธ์ ๕ นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจตัณหา อุปาทาน ว่า ประดุจดังคนผู้แบกภาระหนักไว้ ตามปริมาณของการยึดถือยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย ถ้าไม่ยึดถือเลยก็หมดทุกข์ ดังพุทธดำรัสว่า
              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เครื่องถือมั่นภาระ เป็นไฉน ตัณหา นี้ใด นำให้เกิดในภพใหม่ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลินยิ่งในภพ หรือในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า เครื่องถือมั่นภาระ ขันธ์ ๕ ชื่อว่า ภาระแล และผู้แบ่งภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่นภาระ เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก การวางภาระเสียได้เป็นสุข บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้วไม่ถือภาระอื่น ถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว เป็นผู้หายหิวดับรอบแล้ว

ทุกขสมุทัย(เหตุให้เกิดทุกข์)

      ทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ได้แก่ตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจคือดิ้นรนทะยานอยาก เพื่อที่จะได้ในสิ่งปรารถนา         ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไรต่าง ๆ ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่เป็นในภาวะที่ไม่ชอบต่าง ๆ ตราบในที่คนไม่มีความดิ้นรนทะยานอยาก ก็ชื่อว่ายังเต็มไปด้วยความทุกข์ ถ้าหากไม่ได้ หรือได้มาไม่สมกับความทะยานอยาก ความทุกข์ก็เพิ่มปริมาณขยายตัวทับถมยิ่งขึ้น ความทะยานอยากนี้ เรียกว่า ตัณหา ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการคือ 
  1. กามตัณหา ความวุ่นวายยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นมาในโลกแต่ละวัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ย่อมมีตัณหาเป็นเหตถ้าไม่ใช่กามตัณหา ก็เป็นภวตัณหา หรือรวมทั้งสองประการเลยทีเดียว ความเป็นจริงแสดงให้เห็นว่า ทุกครั้งที่มีตัณหา ความทุกข์ก็เกิดตามขึ้นมาทันที แต่มันอาจปรากฏอยู่ในภายใน คนส่วนมากจะเห็นมันได้ก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นอย่างรุนแรงแล้วเท่านั้น ตัณหาทำให้สัตว์ทั้งหลายดื่มด่ำล้ำลึกลงไป ในกระแสคลื่นแห่งน้ำเค็มคืออารมณ์ต่าง ๆ แล้วลอยคออยู่ในธารน้ำเค็มนั้นเพราะอาศัยเครื่องล่อ คือความเพลิดเพลิงในกามตัณหา ความทะยาน ทรัพย์สมบัติเสียงสรรเสริญเยินยอ ชื่อเสียงเกียรติคุณ ความเด่นในหมู่คณะ ชัยชนะที่ตนปรารถนา อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใจ ที่อยู่อาศัยอันสวยหรู ความภาคภูมิใจในเชื้อชาติตระกูล ความหลงใหลในอารมณ์ปัจจุบัน และความขวนขวายเพื่อมีชีวิตอยู่ และแล้วบาปทั้งหลายก็หลั่งไหลมา เพราะความทะยานอยาก และความดิ้นรนนั้น มนุษย์เกิดมาจากตัณหาลอยคออยู่ในตัณหา เคยชินกับตัณหาจนเห็นตัณหาเป็นเพื่อน ถ้าขาดตัณหาแล้วกลัวว่าชีวิตจะขาดรสชาติ ในความเป็นจริงแล้ว ตัณหานั้น ถ้าเป็นเพื่อนก็เป็นได้แค่มิตรเทียม ไม่ใช่มิตรแท้ เพราะมันหลอกล่อให้กระหืด กระหอบนำทุกข์มาให้ด้วยถ่ายเดียว
  2. ภวตัณหา ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ หรือเจตจำนงธรรมชาติของมวลสัตว์ ที่ต้องการรักษาชีวิตและชาติพันธ์ของตนไว้ โดยธรรมชาติมนุษย์นอกจากอยากได้ปัจจัย ๔ มาบำรุงเลี้ยง อุปถัมภ์ชีวิตของตนแล้ว ความต้องการทางการเพศเป็นแรงกระตุ้นตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่ ๕ ของมวลมนุษย์ และสัตว์ที่เกิดมาจากกามารมณ์ทั้งหมด ตัณหาที่ไม่ได้รับการควบคุมโดยศีลธรรมนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง หรืออาจทำลายเศรษฐกิจด้วยก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากตัณหาเริ่มต้นด้วยอวิชชา มีอัตตาคือตัวตน เป็นศูนย์กลาง การแสวงหาสิ่งใดก็ตาม ย่อมจะมุ่งเพื่อให้ตนได้เสพเสวยเวทนาอันอร่อย การที่จะได้มาซึ่งที่ตนปรารถนานั้น ไม่เลือกวิธีการปฏิบัติเพียงให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ แม้ผิดศีลธรรมก็ย่อมทำได้ ความอยากมีชีวิตอยู่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์และสัตว์กระเสือกกระสนเพื่อรักษาชีวิตของตนไว้ ไม่ว่าชีวิตนั้นจะลำบากยากเข็ญสักเพียงใดก็ตาม โดยธรรมชาติชีวิตมีอันตรายอยู่รอบด้าน เช่นอันตรายจากสัตว์ร้าย อันตรายจากมนุษย์ด้วยกันเอง  อันตรายจากความประมาททั้งของตนเอง และผู้อื่น เช่นอุบัติเหตุต่าง ๆ เป็นต้น อันตรายจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือแม้กระทั่งภัยธรรมชาติ ต่าง ๆ
  3. วิภวตัณหา ความอยากไม่มีไม่เป็น คืออยากหนีให้ไกล จากสภาพที่ตนเป็นเกิดความลำบากขึ้นในความเป็นอย่างนั้น เพราะอุปสรรค หรือเพราะความพอใจของตนเปลี่ยนไป บุคคลอยากเป็นอย่างหนึ่ง เพราะภวตัณหาชักจูงไป เมื่อได้เป็นแล้วเกิดใจของตนเปลี่ยนไป อยากจะให้พ้นจากสภาพนั้น แต่มีเหตุปัจจัยอื่นคอยหน่วงเหนี่ยวไว้ เพราะสภาพของโลก และชีวิตไม่ใช่สิ่งที่บุคคลจะพึงได้ตาม ปรารถนาทุกอย่าง ในเวลาที่ต้องการเสมอไป ย่อมสมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง ขัดความปรารถนาบ้าง บุคคลย่อมอืดอัด ขัดในใจในความขัดข้องนั้น

ทุกขนิโรธ (ความดีบทุกข์)

       ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ได้แก่ ดับตัณหา ความดิ้นรนทยานอยาก ทุกข์นั้นเป็นผลของสมุทัย ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ เหมือนความเจ็บปวดบางอย่าง อันเกิดจากเชื้อโรค หมอให้ยาเพื่อไปกำจัดเชื้อโรค เมื่อเชื้อโรคหมดไป ความเจ็บปวดอันเป็นผลก็หมดไปด้วย พระพุทธองค์ทรงสอนให้สำรอกตัณหา ดับตัณหาไม่มีอาลัยในตัณหา เมื่อพ้นจากตัณหาได้ ไม่มีเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ก็เกิดขึ้น เปรียบเหมือนความร้อนกับความเย็น เมื่อไม่มีเหตุแห่งความร้อน ความเย็นก็ปรากฏ ความดับทุกข์ย่อมเกิดขึ้นตามสัดส่วนแห่งตัณหาที่ละได้ นิโรธเป็นชื่อหนึ่งของนิพพาน นิโรธกับนิพพานจึงเป็นอย่างเดียวกัน เป็นไวพจน์ของกันและกัน การเรียนรู้นิโรธก็คือการพยายามเข้าถึงพระนิพพานนั้นเอง
          นิพพานอย่างโลก ๆ คือการสงบกระวนกระวายเสียได้ เพราะได้รับสิ่งสมปรารถนานั้น เป็นเรื่องของการตามใจตัวเอง แม้จะระงับไปก็จริง แต่เป็นเพียงชั่วคราวไม่นาน ก็จะเกิดความปรารถนาขึ้นมาใหม่ ความปรารถนานั้นจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกเพราะว่า มันมีเชื้อเดิมอยู่ก่อนแล้ว เหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้เชื้อเพลิงอยู่ เชื้อที่ใส่ไปครั้งก่อน กำลังจะหมดไป ไฟก็ริบหรี่จวนเจียนจะดับ แต่เมื่อเราเติมเชื้อเพลิงเข้าไปใหม่ เปลวเพลิงก็ลุกโชติช่วงขึ้นเป็นเท่าทวีของครั้งก่อน ความสงบของใจที่ได้รับอารมณ์ หรือวัตถุที่สมปรารถนาก็เป็นอย่างเดียวกันกับไฟนี้ ยิ่งคนตามใจความอยาก ตามใจความปรารถนา เชื้อแห่งความปรารถนานั้นก็สั่งสมมากขึ้นเป็นลำดับและเผาลนตัวเองเป็นตลอดเวลา เหมือนไฟที่ได้รับเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นก็ลุกไหม้ลามเลียอยู่ ฉะนั้น

            เพราะความไม่รู้จริงว่า ชีวิตคืออะไร ? จุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร ? มนุษย์จึงเสียเวลาไปกับการแสวงหาสิ่งที่เกินจำเป็นเสียมากมาย สิ่งเหล่านั้นนอกจากไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตแล้ว ยังเป็นตัวหนุนใจให้ตกหลุมพรางอยู่ในโลก ในสังสารวัฏอีกด้วย มันเป็นเหตุให้มีการแข่งขันแสวงหา และเบียดเบียนกัน 
               แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินชีวิตที่ง่ายที่สุด ไม่มีความสลับซับซ้อนอะไร ความสลับซับซ้อนของชีวิตเพิ่มมากขึ้นเท่าตัวคนที่ต้องการชีวิตที่หรูหราจึงต้องทนรับความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นผลสะท้อนที่มีต่อชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนความสงบซึ่งเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดสำหรับชีวิต และไม่ต้องลุงในการแสวงหาเลย เพราะมันมีอยู่มากมายไม่ต้องแก่งแย่งกับใคร แต่มนุษย์กลับเมินเฉยต่อความสุขอันเกิดจากความสงบนั้น เราเพียงแต่ไม่ต้องการความวุ่นวาย ไม่ต้องการความหรูหรา ไม่ต้องการเกียรติ ที่ต้องแก่งแย่งกับผู้อื่น ความสงบก็มาเป็นสมบัติอันล้ำค่าของเราทันที และเราก็สามารถที่จะครอบครองความสุขนั้นด้วย

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(มรรค)

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางมีองค์ ๘ คือ 
  1. สัมมาทิฏฐิ          ความเห็นชอบ 
  2. สัมมาสังกัปปะ    ความดำริชอบ 
  3. สัมมาวาจา         วาจาชอบ 
  4. สัมมากัมมันตะ   การงานชอบ 
  5. สัมมาอาชีวะ      อาชีพชอบ 
  6. สัมมาวายามะ    เพียรพยายามชอบ 
  7. สัมมาสติ            สติชอบ 
  8. สัมมาสมาธิ        ตั้งใจชอบ 

     ถ้าปราศจากมรรคเหล่านี้เสียแล้ว ความดับทุกข์ก็มีขึ้นไม่ได้ มรรคจึงเป็นเหตุแห่งนิโรธ ทำนองเดียวกับที่สมุทัยเป็นเหตุแห่งทุกข์ มรรคกับสมุทัยจึงเป็นคู่ปรับของกันและกัน เหมือนโรคกับยาป้องกันและบำบัดโรค มรรคเพิ่มขึ้นมากท่าใด สมุทัยก็ลดลงเท่านั้น เมื่อมรรคร่วมตัวกันขึ้งถึงความเจริญสูงสุด สมุทัยก็ดับไปโดยสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีทางอยู่ ๓ สาย คือ
1.    กามสุขัลลิกานุโยค เป็นทางสายที่ ๑ คือการประกอบตนให้ชุ่มอยู่ ด้วยกาม
2.    อัตตกิลมถานุโยค เป็นทางสายที่ ๒ คือการประกอบตนไว้ในความลำบากคือ การทรมานตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนา
3.    มัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางสายที่ ๓ คือเป็นทางสายกลางที่ควรดำเนิน
ทางสองสายข้างตนนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นทางเดินที่สุดโต่ง (อันตะ) ไม่ควรดำเนิน หากแต่มีเส้นทางอีกสายหนึ่งที่ไม่ข้องแวะกับเส้นทางสุดโต่งทั้งสองนั้น ที่ควรดำเนินกล่าวคือมัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพคือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบากไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลางไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้นนั่น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด  ทำฌานให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
                                                                                                                                                    (จากหนังสือ วิถีไทยในพุทธปรัชญา ของ ผศ.ดร.ภาษิต สุขวรรณดี)